อยากรวย

อยากรวย

อยากรวย เคล็ดลับความรวยและการบริหารเงินของมหาเศรษฐี

อยากรวย

www.onlinecasinosacceptingusplayersusa.com

อยากรวย อยากมีเงิน มีทอง ไม่ใช่เรื่องแปลก หากจะมีความคิดเช่นนี้ เพราะนอกจากปัจจัย 4 อันประกอบไปด้วย ที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่เราจำเป็นต้องมี เพื่อที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้นั้น

” เงิน ” ก็เป็นอีก 1 ปัจจัยที่สำคัญ เพราะ เงิน สามารถซื้อได้เกือบทุกสิ่งบนโลกใบนี้ แม้กระทั่งปัจจัยทั้ง 4 ที่กล่าวมา ก็ต้องใช้เงินซื้อมาทั้งสิ้น เงิน จึงกลายเป็นปัจจัยที่ 5 สำหรับมนุษย์ไปแล้ว ฉะนั้นแล้วทุกคนจึง

พยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ตัวเองมีปัจจัยที่ 5 นี้เยอะ ๆ เพราะไม่ว่าใครก็อยากมีชีวิตที่สุขสบายกันทั้งนั้น ไม่มีใครอยากจะทำงานหนัก ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากไปตลอด เงินอาจจะซื้อความสุขไม่ได้

แต่สิ่งที่สามารถความสุขให้เราได้นั้น ก็ต้องใช้เงินซื้อมา เช่น การที่เราได้ซื้อทุกอย่าง ตอบสนองความต้องการของเราได้ แล้วมีหรือที่เราจะไม่มีความสุข

แต่ใช่ว่าทุกคนที่อยากรวย จะเป็นคนรวยได้เสมอไป ไม่งั้นคงจะไม่มี คนหาเช้ากินค่ำ หรือ ขอทานให้พบเห็น สังเกตุไหมว่า ทำไมคนรวยถึงยิ่งรวยขึ้น แต่ทำไมคนจนถึงประสบกับปัญหาการชักหน้าไม่ถึงหลัง

หรือการมีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย นั่นเอง ซึ่งเป็นผลจากปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้ และ ประเทศไทยยังมีรายงานจาก CS Global Wealth Report 2018 ว่า เป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก

อีกต่างหาก คนรวยในไทย 1 % มีสินทรัพย์เพิ่มมากขึ้นถึง 66 .9 % แต่ คนจนในไทย 10 % กลับมีทรัพย์สินเท่ากับ 0 % หรือ บางรายถึงกับติดลบ นั่นสะท้อนให้เห็นแล้วว่าปัญหาความเหลื่อมหล่ำนี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง

ที่ทำให้คนจนไม่รวยสักที และ อีกหนึ่งสาเหตุที่สำคัญ นั่นก็คือ คนรวยรู้อะไรที่คนจนไม่รู้ และ คนรวยทำอะไรที่คนจนไม่ได้ทำ

 

อยากรวย ก็ต้องคิดแบบคนรวย

การที่คนจนอยากเป็น คนรวย นั้น อย่างแรกที่ควรปรับเปลี่ยนคือ ความคิด อยากรวย ก็ต้องคิดแบบคนรวย มาดูกันว่าความคิด คนรวย กับ คนจน ต่างกันอย่างไร

1 . คนรวยให้เงินทำงาน คนจนทำงานเพื่อเงิน

คนรวย จะนำเงินที่หามาได้ แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 คือ เงินที่ไว้ใช้จ่ายส่วนตัว ส่วนที่ 2 เงินที่นำไปเก็บออม เพื่อกินดอกผล ส่วนที่ 3 เงินที่นำไปลงทุน เพื่อให้เงินมันทำงานด้วยตัวเอง เช่น

อสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ อาจจะสร้างบ้านเช่า หรือ หอพัก เพื่อรับผลกำไรที่เรียกว่า ค่าเช่า โดยที่เขานั้นแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย แต่มีรายได้เข้ามาอยู่ตลอด แต่ คนจน นั้นสนใจเพียงแค่ว่า ต้องทำงานหนัก

เพื่อหาเงินให้ได้เยอะ ๆ ไว้ใช้จ่ายเป็นส่วนใหญ่ และ เก็บออมเพียงเล็กน้อย โดยไม่คิดจะนำเงินไปต่อยอด เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม

2 . คนรวยคิดพึ่งตนเอง คนจนคิดพึ่งผู้อื่น

คนรวย จะคิดว่าเขา คือผู้ลิขิตชีวิตตัวเอง ไม่ใช่โชคชะตากำหนด เขาจะทำในสิ่งที่เขาต้องการ และ ลงมือทำในทันที ยกตัวอย่างเช่น มหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของเมืองไทยอย่าง เจ้าสัวเจริญ หรือ เจ้าสัวเบียร์ช้าง

ที่มีพื้นฐานครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย แต่เขาพยายามสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง จนเป็นมหาเศรษฐีแสนล้านอย่างเช่นทุกวันนี้ แต่ คนจน นั้นคิดแต่จะรอความช่วยเหลือ และ โทษโชคชะตาคิดว่าเป็นเพราะโชคชะตา

ทำให้ชีวิตเป็นแบบนี้

3 . คนรวยมองเห็นทุกอย่างเป็นเงินทอง คนจนกลัวเสียเงินทองไปกับทุกอย่าง

คนรวย มักมีหัวการค้า มองหาช่องทางทำเงินเพิ่มรายได้อยู่เสมอ ซึ่งนอกจากจะทำให้มีเงินมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการลดความเสี่ยง เมื่อธุรกิจใดธุรกิจนึงมีปัญหา พวกเขาก็ยังมีอีกหลายช่องทางที่สามารถหาเงินได้

แต่ คนจน มักมีรายได้เพียงช่องทางเดียว และ กลัวการใช้เงินในการลงทุน แต่หารู้ไม่ว่าการใช้เงินโดยไม่คิดหาเพิ่ม มันทำให้คุณย่ำอยู่กับที่ และ ไม่มีวันรวย

4 . คนรวยมองหาโอกาส คนจนมองหาอุปสรรค

คนรวย จะไม่ปล่อยให้โอกาสที่เข้ามาหลุดมือไปเด็ดขาด ไม่ว่าอุปสรรคจะลำบากยากเข็ญเพียงใด เขาจะมองมันเป็นเพียงเรื่องเล็ก และ หาวิธีจัดการกับมัน แต่ คนจน จะมองหาอุปสรรคก่อนที่จะลงมือทำ

ยึดติดความสบาย คิดว่าอุปสรรคเยอะทำไปก็ไม่สำเร็จ ทำให้พลาดโอกาสดี ๆ ไป และ แน่นอนว่าโอกาส ไม่ได้มีอีกเป็นครั้งที่ 2 เสมอไป

5 . คนรวยคิดบวก คนจนคิดลบ

คนรวย มักคิดว่าเขาทำได้ หรือ ทำอย่างไรให้ทำมันออกมาได้ แต่ คนจน จะคิดแค่ว่า ฉันทำไม่ได้หรอก หรือ คิดว่าทำได้ยาก และ ไม่กล้าที่จะทำ

6 . คนรวยขวนขวาย คนจนปิดกั้น

คนรวย มักเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และ พยายามพัฒนาตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่เฉย ๆ ก็ยังมีเงินใช้ไม่ขาดมือ แต่ คนจน มักใช้ชีวิตย่ำอยู่กับที่ คิดว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นดีแล้ว ปิดกั้นความคิดตัวเอง

ใช้ชีวิตอยู่แต่ในขอบเขตที่คิดว่าตัวเองปลอดภัย หรือ ที่เรียกกันว่าเซฟโซน พวกเขาไม่กล้าที่จะเสี่ยง หรือ ลองทำอะไรใหม่ ๆ ทำให้ไม่พัฒนาสักที

7 . คนรวยอยากได้ทักษะเพิ่ม คนจนอยากได้แค่เงิน

คนรวย ทำงานเพื่อเรียนรู้ คำนึงถึงทักษะที่จะได้รับจากการทำงานนั้น ๆ แต่ คนจน ทำงานผ่าน ๆ เพียงเพื่อให้ได้เงิน ทำงานอะไรก็ได้ ที่ไม่เครียด ไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องเสี่ยงกับอะไร และ พยายาม

เปลี่ยนงานไปเรื่อย เพราะต้องการได้เงินที่ดีกว่า เช่น นาย A และ นาง B ทำงานฝ่ายเอกสาร ที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง ได้เงินเดือน 12 , 000 บาท นาย A พยายามเรียนรู้หลักการลงทุนอสังหาริมทรัพย์

ว่ามีขั้นตอนอย่างไร ใช้เอกสารอะไรบ้าง ควรลงทุนกับสินทรัพย์ประเภทไหนที่ได้กำไรดีที่สุด และ มีความเสี่ยงน้อยที่สุด เวลาผ่านไป นาย A นำเงินเก็บมาลงทุนอสังหาริมทรัพย์ เขาสามาถทำเงินได้นับสิบ ๆ เท่า

จากเงินเดือน ที่เขาเคยได้รับต่อเดือน แต่นาง B นั่งทำงานไปวัน ๆ นานวันเข้าก็เริ่มรู้สึกเบื่อกับการที่ต้องนั่งทำเอกสารเป็นปึก ๆ ทุกวัน เงินเดือนก็น้อย ไม่พอที่จะซื้อเครื่องสำอาง และ เสื้อผ้า ตามที่ต้องการ นาง B

จึงลาออก ไปสมัครงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ ที่ให้เงินเดือน 15 , 000 เพราะเห็นว่าเงินดีกว่า แล้วคุณคิดว่าการคิดแบบนาย A หรือ นาง B กันละที่ควรได้เป็นคนรวย

8 . คนรวยสร้างฝันที่ใหญ่ คนจนเอาแต่เพ้อฝัน

คนรวย มักจะตั้งเป้าหมายด้วยความตั้งใจ แม้จะเป็นไปได้ยาก และ พยายามทำจนสำเร็จ พวกเขามักมองการไกล และ คิดต่อยอดไว้เสมอ ส่วน คนจน จะตั้งเป้าหมายที่คิดว่าปลอดภัย และ ทำได้ง่าย

และ มักคิดว่าตัวเองทำได้แค่นี้ แต่ก็ยังเพ้อฝันไปวัน ๆ ว่าสักวันจะเป็นคนรวย โดยที่ไม่เคยพยายามลงมือทำ

 

ทำไม คนรวย ใช้เงินมากเท่าไหร่เขาก็ไม่จนลง

ดูได้จากคำกล่าวที่ว่า ” คนจนใช้เงินอย่างคนรวย คนรวยใช้เงินอย่างคนจน ” เช่น คนรวยได้เงิน 500 , 000 บาท ใช้เพียง 100 , 000 บาท คนจนได้เงิน 12 , 000 บาทใช้ไป 10 , 000 บาท

จะเห็นว่า คนรวยใช้เงินน้อยกว่าคนจน และ หากเทียบเป็นอัตราส่วนการใช้เงิน คนรวยจะเหลือเงินเยอะกว่าหลายเท่าตัวเลยทีเดียว เห็นได้ชัดว่า การเป็นคนรวย คือ การบริหารเงินเป็น นั่นเอง

คนรวยจะแบ่งเงินออกเป็น 6 ส่วน

ส่วนที่ 1 เงินที่ใช้ในยามจำเป็น ( 55 % ) เป็นเงินที่ไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าของใช้จำเป็นต่าง ๆ

ส่วนที่ 2 เงินต่อเงิน ( 10 % ) เป็นเงินที่สามารถนำไปสร้างเงินเพิ่มได้ หรือ ที่เราเรียกกันว่า เงินลงทุน นั่นเอง เช่น นำเงินไปลงทุนด้านสินทรัพย์ อาจสร้างบ้านเช่า เพื่อรอรับค่าเช่า หรือ อาจลงเล่นหุ้น ตามความถนัด

ส่วนที่ 3 เงินต่อยอด ( 10 % ) เป็นเงินที่ไว้ใช้พัฒนาตัวเอง ใช้ต่อยอดความรู้ความสามารถ เช่น ค่าหนังสือความรู้ ค่าคอร์สเรียนเพิ่มเติม

ส่วนที่ 4 เงินเปย์ตัวเอง ( 10 % ) เป็นเงินที่เราไว้ใช้จ่ายให้รางวัลกับตัวเอง ที่อดทน และ เหนื่อยมาทั้งเดือน ซื้อความสุขให้ตัวเอง ซื้อของที่อยากได้ กินของที่อยากกิน แต่หากของที่เราอยากได้มันมากกว่าเงิน 10 %

ในส่วนนี้ เราก็หาให้ได้มากกว่าเดิม ห้ามเอาเงินส่วนอื่นมาใช้เด็ดขาด

ส่วนที่ 5 เงินเกษียณ ( 10 % ) เป็นเงินที่เราต้องเก็บเอาไว้ เพื่อใช้ยามที่เราทำงานไม่ไหวแล้วนั่นเอง เงินส่วนนี้ห้ามใช้เด็ดขาด โดยอาจจะซื้อกองทุนสะสมไว้เพื่อให้ได้เงินปันผลด้วย อย่าปล่อยให้มันอยู่ในบัญชีเฉย ๆ

โดยไม่เกิดมูลค่าเพิ่ม กว่าเราจะเกษียณ ดอกผลมันก็สามารถสะสมเป็นเงินก้อนได้เช่นกัน

ส่วนที่ 6 เงินให้พ่อแม่ หรือ บริจาค ( 5 % ) เป็นเงินที่สามารถสร้างแรงกระตุ้นให้เราได้ดี เพราะหากเราอยากให้เงินพ่อ และ แม่เพิ่ม เราก็ต้องหาเงินให้ได้มากกว่าเดิม หรือ จะนำเงินส่วนนึงไปบริจาคบ้าง

เป็นการทำความดีคืนสังคม เป็นผู้รับแล้วก็ต้องเป็นผู้ให้ด้วยนะจ้ะ

 

ทางลัดการรวยง่าย ๆ ด้วยเงิน 100 บาท

การเป็นคนรวยไม่ได้เป็นกันง่าย ๆ ภายในวันสองวัน หรือ พรุ่งนี้จะตื่นมาบนกองเงินกองทองเลย คุณต้องรู้จักเก็บหอมรอมริบ และ รู้จักใช้เงินให้เป็น แต่หากถามว่ามีทางลัดที่จะหาเงินเพิ่มได้ในเวลาอันรวดเร็วนั้น

ทำได้หรือไม่ มันก็มีอีก 1 วิธีที่เราใช้แล้วได้ผล นั่นก็คือ แบ่งเงินส่วนนึงมา เสี่ยงโชค นั่นเอง แต่การเสี่ยงโชคที่ว่านี่ ต้องมั่นใจว่าเราจะได้เงินกลับมาแน่ ๆ ไม่ใช่หายวับไปกับตาทั้งหมด

เมื่อพูดถึงการเสี่ยงโชค หลายคนคงคิดว่าเป็นการซื้อ ลอตเตอรี่ หรือ สลากกินแบ่งรัฐบาล คำตอบคือไม่ใช่นะจ้ะ อย่างที่เราบอกว่า การที่เราแบ่งเงินมาเสี่ยงโชคส่วนนี้ ต้องมั่นใจว่าจะได้เงินกลับมาแน่ ๆ นั้น

ซึ่งแน่นอนว่า ล็อตเตอรี่มีโอกาสถูกเพียง 0 . 000000000000001 % เท่านั้น แต่เราต้องเสียเงินซื้อถึงครั้งละ 80 บาท หากซื้อไป 100 ครั้ง โอกาสถูกก็มีเพียง 0 . 0000000000001 % แค่นั้นแต่เราสูญเงินเปล่า

ไปแล้ว 8000 บาท เราว่ามันไม่คุ้มเอาซะเลย

รวยง่าย ๆ ด้วยเงิน 100 บาท จากที่กล่าวมาข้างต้น คือ การที่เรานำเงินไปเล่น พนันออนไลน์ นั่นเอง เนื่องจากตอนนี้ กระแสการเล่นพนันออนไลน์แล้วได้เงินครั้งละจำนวนมาก อย่างที่เราเห็นเน็ตไอดอลหลายคน

โปรโมทกัน ทำให้เราเป็นคนนึงที่อยากรวยทางลัด เราจึงเจียดเงิน 100 บาท ในส่วนที่เราเก็บไว้ลงทุนมาสมัครเล่น เพราะจำนวนเงินก็ไม่ได้มากมายอะไร หากเล่นแล้วได้ก็ดี หากไม่ได้เราก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร

เว็บพนันออนไลน์ ในปัจจุบัน มีให้เลือกนับร้อยเว็บเลยก็ว่าได้ ควรเลือกเว็บที่ดีมีคุณภาพ และ น่าเชื่อถือ สำหรับเว็บที่เราเลือกเล่นนั้น สมัครขั้นต่ำ 100 บาทพอดี และ ก็ดูน่าเชื่อถือดี แต่ขอไม่บอกชื่อเว็บนะ

เดี๋ยวจะหาว่าเราเป็นหน้าม้าอีก เราเลือกเล่น สล็อตออนไลน์ เพราะเราคิดว่ามันดูเล่นง่ายดี แค่กดหมุน ๆ ให้ภาพหยุดเรียงกัน 3 ภาพขึ้นไปก็ได้เงินเพิ่มแล้ว เราเล่นครั้งแรก เอากำไรแค่ 100 บาท ถือว่าเราทำเงิน

ได้ 1 เท่าจากการลงทุน แต่ไม่ควรโลภเกินไปนะ เมื่อได้กำไรตามเป้าที่ตั้งไว้แล้ว ก็ให้หยุดเล่น หากมีเงินเพิ่มทุกวันวันละ 100 บาท ก็จะทำให้เราก้าวไปสู่การเป็นคนรวยอีกขั้นนึงแล้ว แต่อย่าหวังจะรวยทางลัด

จากการเล่นพนันเพียงอย่างเดียว มิเช่นนั้นจากคนรวยจะกลายเป็นคนล้มละลายเอาได้

 

สรุปว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคนอยากรวย คือ ใช้เงินทำงาน หารายได้ให้หลากหลาย และ เก็บออมเพื่อดอกผล เพียงเท่านี้การเป็นคนรวยก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป